
Roronoa zoro
18 August 2026
ข้อมูลจาก Stanford AI Index ระบุว่า 84% ของชาวจีนที่ถูกสำรวจรู้สึกตื่นเต้นกับ AI ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 38% และในอีกการสำรวจหนึ่ง คนจีน 72% ระบุว่าไว้ใจ AI เทียบกับสหรัฐฯ เพียง 32% ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าคนจีนมองไม่เห็นความเสี่ยงของ AI แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากประสบการณ์ที่ต่างกัน
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คนจีนจำนวนมากมองว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือที่ช่วยยกระดับชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ Mobile Payment, E-commerce, Fintech ไปจนถึงการเข้าถึงสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยมองเทคโนโลยีในฐานะ “ความสะดวกเพิ่มเติม” มากกว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากฐานเดิม และในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีก็มีด้านลบให้เห็นมากขึ้น ทั้งการสูญเสียงาน ผลกระทบจาก Social Media, Fake News และการกระจุกตัวของอำนาจในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อีกประเด็นคือเรื่อง “ใครเป็นคนควบคุม” จีนมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่รัฐมีอำนาจชัดเจน บริษัทเทคโนโลยีที่ทำเกินกรอบเคยถูกจัดการมาแล้ว ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเชื่อว่ารัฐยังสามารถควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีได้ ในสหรัฐฯ กลับมีความกังวลเรื่องอิทธิพลของ Big Tech และความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเอกชนกับภาครัฐมากกว่า และความแตกต่างด้านทัศนคตินี้มีผลต่อ “ความเร็วในการนำ AI ไปใช้จริง” เมื่อคนส่วนใหญ่พร้อมเปิดรับ AI ข้อมูลจากโรงงาน โรงเรียน รถยนต์ และบริการต่างๆ ก็สามารถไหลกลับไปช่วยพัฒนา Ecosystem ได้เร็วขึ้น เกิดเป็น Feedback Loop ระหว่างผู้ใช้งาน เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ จีนจึงมีโอกาสได้เปรียบในเรื่อง AI Adoption, Physical AI และการนำ AI ไปใช้ในเศรษฐกิจจริง แต่ต้องแยกให้ออกว่า “ความเร็วในการนำ AI ไปใช้ ไม่ได้เท่ากับ ความเหนือชั้นทางเทคโนโลยี” การแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจึงต้องมองอย่างน้อย 6 สมรภูมิ
1. Semiconductor และชิปประมวลผล สหรัฐฯ ยังได้เปรียบอย่างชัดเจน
2. Frontier Models สหรัฐฯ ยังนำในความสามารถขั้นสูง แต่จีนกำลังไล่ช่องว่างเข้ามาอย่างรวดเร็ว
3. Open-Weight และต้นทุนการใช้งาน จีนมีความได้เปรียบด้านราคาและการกระจายโมเดล
4. Physical AI จีนมีฐานการผลิต โรงงาน EV และ Robotics ที่ช่วยให้ AI ถูกนำไปใช้ในโลกจริงได้เร็ว
5. Energy และ Data Center ทั้งสองประเทศมีข้อได้เปรียบคนละด้าน แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกำลังกลายเป็นคอขวดสำคัญ
6. Capital และ Talent สหรัฐฯ ได้เปรียบด้านเงินทุนเอกชนและ Ecosystem การวิจัย ขณะที่จีนมีฐานวิศวกรขนาดใหญ่และการสนับสนุนจากรัฐ
ดังนั้น สมรภูมิ AI ในทศวรรษนี้อาจไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีโมเดลที่ฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการแข่งขันระหว่าง สหรัฐฯ ที่เน้น “ความลึก เพดานเทคโนโลยี และนวัตกรรมต้นน้ำ” กับ จีนที่เน้น “ความเร็ว การกระจายตัว ต้นทุน และการนำไปใช้จริง” สุดท้ายแล้ว ผู้ชนะอาจไม่ใช่ประเทศที่มี AI ที่ฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็น Productivity, Industrial Capacity และ Economic Growth ได้เร็วและคุ้มค่าที่สุด และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จึงเป็นเรื่องที่นักลงทุนไม่ควรมองแค่ตลาดเทคโนโลยี แต่ควรมองไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในอีก 5-10 ปีข้างหน้าด้วย




