ญี่ปุ่น จีน เร่งลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ แรงขายจากต่างชาติเริ่มกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของตลาด Treasury
Roronoa zoro 21 August 2026

รงกดดันในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังถูกจับตามองมากขึ้น หลังกลุ่มผู้ถือครองรายใหญ่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีน เดินหน้าลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ในช่วงที่ Bond Yield ระยะยาวอยู่ในระดับสูง ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติโดยรวมลดลงประมาณ 72,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ส่งผลให้ยอดถือครองลดลงมาอยู่บริเวณ 9.30 ล้านล้านดอลลาร์ ประเด็นที่น่าสนใจคือแรงขายไม่ได้มาจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เกิดขึ้นพร้อมกันในกลุ่มเจ้าหนี้ต่างประเทศรายสำคัญของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ ลดการถือครองลงประมาณ 26,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน และหากนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ การถือครองลดลงรวมประมาณ 123,000 ล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าลด Exposure ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นกัน โดยยอดถือครองลดลงประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 633,000 ล้านดอลลาร์ และหากนับตั้งแต่ต้นปี 2024 จีนลดการถือครองไปแล้วรวมประมาณ 183,000 ล้านดอลลาร์

อีกจุดที่ต้องจับตาคือกลุ่ม Foreign Official Institutions ซึ่งรวมถึงธนาคารกลางและหน่วยงานภาครัฐต่างประเทศ มีการลดการถือครองประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ยอดรวมลดลงเหลือประมาณ 3.78 ล้านล้านดอลลาร์ เรื่องนี้มีความสำคัญมากกว่าคำว่า ญี่ปุ่นและจีนกำลังขายพันธบัตร เพราะสิ่งที่ตลาดกำลังเผชิญคือ Supply Demand ของตลาด Treasury รัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อรองรับ Fiscal Deficit และการ Refinancing หนี้เดิม หากในเวลาเดียวกันกลุ่มผู้ซื้อจากต่างประเทศลดความต้องการถือครองลง ตลาดจำเป็นต้องหา Buyer กลุ่มอื่นเข้ามารับ Supply เหล่านี้แทน และถ้าผู้ซื้อรายใหม่ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชย Duration Risk และ Fiscal Risk ราคาพันธบัตรก็ต้องลดลง และ Yield ต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อดึงดูด Demand นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Long End ของ Yield Curve กลายเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตามองอย่างมาก ปัญหาคือ Yield ระยะยาวที่สูงไม่ได้กระทบเฉพาะตลาดพันธบัตร มันส่งผ่านไปยัง Mortgage Rate ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ Credit Market รวมถึง Discount Rate ที่ตลาดใช้ประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มี Duration สูง ยิ่งรัฐบาลต้องออกหนี้มาก ขณะที่ Structural Demand จากต่างประเทศลดลง ตลาดก็ยิ่งต้องการ Yield ที่สูงพอเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เงินทุนกลุ่มใหม่เข้ามารับพันธบัตร นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเพิ่ม Treasury Buyback เพื่อช่วยดูแลสภาพคล่องของตลาดพันธบัตรระยะยาวจึงถูกจับตามองอย่างมากในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัด Treasury Buyback สามารถช่วยเรื่อง Market Liquidity และลดความผิดปกติของการซื้อขายพันธบัตรบางรุ่นได้ แต่ไม่ได้ทำให้ปัญหา Fiscal Deficit หรือปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลต้องออกใหม่หายไป ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะเหมือนแรงสองฝั่งกำลังชนกัน ฝั่งหนึ่งคือรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการรักษาสภาพคล่องและเสถียรภาพของตลาด Treasury อีกฝั่งคือ Supply พันธบัตรจำนวนมาก ประกอบกับ Demand จากเจ้าหนี้ต่างประเทศบางกลุ่มที่ลดลง และตรงกลางของสมการนี้คือ Bond Yield สำหรับตลาดทองคำ ภาพดังกล่าวมีทั้งแรงบวกและแรงลบในตัวเอง หากแรงขาย Treasury ทำให้ Nominal Yield และโดยเฉพาะ Real Yield ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำและสามารถสร้างแรงกดดันต่อราคาได้ แต่หากตลาดเริ่มตีความการลดการถือครอง Treasury ว่าเป็นสัญญาณของการกระจาย Reserve ออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ ความกังวลด้าน Fiscal Sustainability เพิ่มขึ้น หรือทำให้ทางการสหรัฐฯ ต้องเข้ามาดูแลตลาดพันธบัตรมากขึ้น ภาพดังกล่าวสามารถกลับมาเป็นแรงสนับสนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองและสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมได้เช่นกัน

ดังนั้นตัวแปรที่ต้องจับตาหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า ญี่ปุ่นหรือจีนขายพันธบัตรไปอีกกี่พันล้านดอลลาร์ แต่คือใครจะเข้ามารับ Supply ของ Treasury แทน และตลาดต้องการ Yield สูงแค่ไหนจึงจะสามารถดึง Demand กลับเข้ามาได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Partner Brokers